การรับอาหารสายยางสามารถเกิดอาการอาเจียนได้ผู้ดูแลจะต้องสังเกตผู้ป่วยอยู่เสมออาการอาเจียนในผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางเป็นเรื่องที่ ต้องเฝ้าระวังอย่างสูงสุด ครับ เพราะเสี่ยงต่อการที่เศษอาหารจะหลุดเข้าสู่ปอด (การสำลัก) จนทำให้ปอดติดเชื้อรุนแรงได้
เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยที่สุด ผู้ดูแลควรสังเกตและปฏิบัติใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้ครับ:
1. ก่อนให้อาหาร: สังเกต "ปริมาณอาหารค้าง"
การอาเจียนมักเกิดจากกระเพาะยังย่อยอาหารมื้อเก่าไม่หมดแต่เราใส่ของใหม่เข้าไปเพิ่ม
วิธีปฏิบัติ: ใช้ไซริงค์ดูดเช็กอาหารตกค้าง (Residual) ในกระเพาะก่อนทุกมื้อ
จุดที่ต้องสังเกต: หากดูดออกมาได้มากกว่า 100-150 ซีซี หรือเกินครึ่งหนึ่งของมื้อที่แล้ว ให้เลื่อนการให้อาหารออกไป 1 ชั่วโมงแล้วค่อยเช็กใหม่ หากยังมีค้างมากให้ปรึกษาแพทย์ครับ
2. ระหว่างให้อาหาร: สังเกต "อาการผิดปกติ"
จังหวะการให้อาหาร: หากผู้ป่วยมีอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ หรือท้องป่องตึง ให้ หยุด หรือผ่อนความเร็วให้ไหลช้าลงทันที
ระดับสายยาง: ตรวจดูว่าสายยาง (กรณีสายจมูก) เลื่อนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยหรือไม่ เพราะหากสายขดอยู่ผิดที่ อาหารจะล้นออกมาทำให้ผู้ป่วยขย้อนและอาเจียนได้ง่าย
3. หลังให้อาหาร: สังเกต "การย่อยและการไหลย้อน"
จัดท่าทาง: หลังให้อาหารเสร็จ ห้ามนอนราบเด็ดขาด ต้องคงท่านั่งหรือหนุนศีรษะสูง 30-45 องศาไว้ต่ออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
สังเกตลมในท้อง: หากผู้ป่วยท้องอืดบ่อย อาจต้องไล่ลมออกโดยการเปิดจุกสายยางทิ้งไว้ครู่หนึ่ง (ตามคำแนะนำของพยาบาล)
⚠️ หากผู้ป่วย "อาเจียน" ออกมาแล้ว ต้องทำอย่างไร?
หากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ให้รีบทำตามขั้นตอนความปลอดภัยนี้ทันทีครับ:
หยุดให้อาหารทันที: ปิดสายยางทันที
ตะแคงหน้าผู้ป่วย: รีบจัดให้ผู้ป่วยนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้อาเจียนไหลย้อนกลับลงไปในหลอดลม
เคลียร์ช่องปาก: ใช้ผ้าสะอาดหรือไซริงค์ช่วยดูด/เช็ดเศษอาหารออกจากปากและจมูกให้เร็วที่สุด
สังเกตลมหายใจ: หากมีอาการไอ หอบเหนื่อย หายใจเสียงดัง หรือหน้าเขียวคล้ำ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาหารอาจลงปอดไปแล้ว
💡 เคล็ดลับลดโอกาสอาเจียน
อุณหภูมิอาหาร: อย่าให้อาหารที่เย็นจัดเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้กระเพาะบีบตัวแรงจนอาเจียน
ความเข้มข้น: หากสูตรอาหารหนืดเกินไป ให้ผสมน้ำเพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้ย่อยง่ายขึ้น
ความสะอาด: อาหารที่บูดเสียแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะและเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้